การให้/รับยาก่อนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

Different Types of Medications

ตัวบทความนี้ถูกเขียนขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุฉุกเฉิน ก่อนที่จะนำตัวผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนในกรณีที่ต้องมีการให้ยาหรือให้การเยียวยา การใช้ระเบียบการ (โปรโตคอล - Protocol) นี้จะช่วยตอบคำถามส่วนใหญ่ว่า ควรจะให้ยาอะไร? และควรทำในช่วงเวลาไหน? และจะมีการพิจารณาในเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวยาที่จะใช้ด้วย ด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถหารือเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกยาที่จำหน่ายตามร้านขายยาสำหรับตัวท่านเองหรือเพื่อนและครอบครัวของท่านด้วย และในที่สุดเรายังจะสามารถหารือถึงเหตุผลเบื้องหลังของการใช้ยาในทางที่ผิด (Drug abuse) อีกด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อที่เราจะสามารถช่วยเหลือชุมชนของเราให้ดีขึ้นได้ ไม่ใช่แค่เป็นเพียงหน่วยกู้ภัยฉุกเฉินในเครื่องแบบเท่านั้น

ภาวะธำรงดุล
หรือ
“ความพยายามที่จะทำให้เกิดความสมดุลของสิ่งต่างๆในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพปกติ”

ตัวยาต่าง ๆ ช่วยทำอะไรเพื่อให้อาการป่วยในร่างกายดีขึ้น?

สาเหตุที่เรารู้สึกไม่สบาย นั้นเป็นเพราะว่า ร่างกายของเรามีการเสียสมดุล เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของระบบต่างๆ ในกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา และกระบวนการที่ระบบต่าง ๆ ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน ซึ่งเมื่อระบบใดระบบหนึ่งเกิดไม่สมดุลขึ้นมา ก็ทำให้เรารู้สึกไม่สบาย ตัวยาต่าง ๆ มักจะช่วยบรรเทาอาการชั่วคราวจนกว่าร่างกายจะกลับสู่ภาวะสมดุล นอกจากนี้ ตัวยาส่วนใหญ่ทำลายหรือขัดขวางฟังก์ชั่นการทำงานบางอย่างในร่างกาย

Concrete Slab on Stacks of Blocks

ท่านลองนึกภาพ อิฐบล็อก 2 กอง มีฝั่งขวาและฝั่งซ้าย และมีอันยาววางไว้คั่นกลาง แบบสบาย ๆ ไม่มีอะไรมาก แล้วในตอนนั้นเอง มีบางอย่างมาทำให้เสียสมดุล เช่น กองอิฐทางด้านขวาต่ำกว่าทางด้านซ้าย ในกรณีนี้เราอาจใช้ยาเพื่อทำลายกองอิฐด้านซ้ายลงบางส่วน

เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกันกับด้านขวา

นั้นช่วยทำให้เรากลับมามีความสมดุลอีกครั้ง แต่ก็ต้องแลกมากับการที่ทั้งสองข้างมีความสูงที่ลดลง

ตามหลักการแล้ว กองทั้งสองจะสมดุลกันโดยไม่จำเป็นต้องดึงด้านใดด้านหนึ่งลง

โปรดพิจารณาในแต่ละครั้งว่า อะไรกันที่ผิดปกติ ถึงกับต้องทำการ หักหรือดึง เพื่อปรับสมดุลของร่างกายไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติกับร่างกาย → ผู้ป่วยได้รับยา → มีบางอย่างเกิดขึ้นกับผู้ป่วย แล้วสิ่งนั้นคืออะไร → คนไข้อาการดีขึ้น…ใช่จริงหรือไม่?

แล้วตัวยาต่าง ๆ ช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? เราควรมีเจตนาที่ดีในการช่วยเหลือ แต่ก็ต้องมีการตรวจดูให้แน่ใจว่า “ความช่วยเหลือ (Help)” ของท่านไม่ได้เป็นการ “ทำร้าย (Hurt)” แทน

ท่านควรตรวจดูอะไรบ้าง ในช่วง “ก่อน” หรือ “ระหว่าง” การให้ยา?

Cefen 400P written on a medication Ibuprofen written on a medication

ชื่อ/ประเภท – เราสามารถระบุได้โดยใช้ชื่อทางเคมี ชื่อแบรนด์ หรือชื่อสามัญ

ตัวอย่างเช่น Advil® (ชื่อแบรนด์), Ibuprofen (ชื่อสามัญ), isobutylphenylpropionic acid (ชื่อทางเคมี) จากนั้น ตรวจสอบขนาดยา มันคือ แอสไพริน 81 มก. หรือ 325 มก. กันแน่?

การใช้ยา – ยาตัวนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร?

ให้เริ่มจากการ คิดถึงตัวปัญหาแล้วหาทางแก้ไขปัญหานั้น ท่านกำลังเลือกใช้ยาตัวนี้ เพราะยาตัวนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ หรือ ที่จริงแล้ว ยาตัวนี้เป็นตัวแรกที่ท่านหาได้จากหิ้งยากันแน่?

Contraindications

ข้อห้ามใช้ - เหตุใดจึงไม่ควรรับประทานยา?

คำว่า ข้อห้ามใช้ เป็นคำทางการแพทย์สำหรับคำว่า "อย่าใช้ ถ้าหาก......." ให้ทำการค้นหาข้อมูลยาด้วยคำว่า "อย่าใช้ ถ้าหาก......."

เพราะการใช้ยาตัวหนึ่ง อาจมีผลทำร้ายหรือถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ ท่านลองนึกถึงการแพ้ยา หากใช้ยาตัวนี้กับ ผู้ป่วยตั้งครรภ์ ยาจะออก ฤทธิ์ อย่างไรกับความดันโลหิตและการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวานหรือไม่?

ปฏิกิริยาระหว่างยา – หมายถึง ยาตัวนี้ มีผลเสียเมื่อรับประทานร่วมกับ ยาตัวอื่น หรือไม่?

ซึ่งอาจมี ข้อห้ามใช้ ที่คล้ายกัน ยาหลายชนิดมีปฏิสัมพันธ์เล็กน้อยระหว่างกัน ควรมีการมองหาปฏิกิริยาที่สำคัญ ซึ่งปฏิกิริยาที่สำคัญควรถูกระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ยา

Expiration Date on a Pack of Medication

วันหมดอายุ – ตรวจสอบอีกครั้งและให้แน่ใจว่าตัวยายังไม่หมดอายุ ควรมีการตรวจสอบวันหมดอายุของยาจนเป็นนิสัย

ผลข้างเคียง – สิ่งไหนกันที่บ่งบอกว่าท่านควรหยุดใช้ยาตัวนี้?

คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับผลข้างเคียงเมื่อตัดสินใจว่าจะทานยาหรือไม่ แทนที่จะใช้ข้อมูลผลข้างเคียงเพื่อรับรู้ ถึงความรู้สึกไม่สบายตัว ไม่สบายใจ ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและสิ่งต่าง ๆ ที่ควรระวังหลังจากการใช้ยา หากผลข้างเคียงรุนแรงขึ้น เราขอแนะนำให้ท่านหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์

เวลา – ท่านควรใช้ยา อย่างไรและเมื่อใด?

ท่านควรอ่านคำแนะนำการใช้ยา เช่น ตัวยา ไอบูโพรเฟนสามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้ คำแนะนำการใช้ยา จึงเขียนไว้ว่า ควรรับประทานเป็นยาระหว่างอาหาร เพราะในขณะที่ยากำลังออกฤทธิ์ อาหารก็จะช่วยเคลื่อนย้ายยาไปรอบๆ กระเพาะอาหาร และ ท่านใช้/ทานยาครั้งสุดท้ายเมื่อใด? ท่านจะใช้/ทานยามากเกินไปหรือไม่?

หากมีข้อสงสัยใด ๆ ให้ปรึกษาแพทย์ของท่าน

แล้วท่านสามารถหาคำตอบของคำถามข้างต้นทั้งหมด ได้จากที่ไหน?
ที่

R ของยา (Rights)

เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการให้ยาแก่ผู้ป่วย ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้พัฒนา "R's" หรือ "ถูก (rights)" ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องช่วยเตือนให้ตรวจสอบข้อผิดพลาดได้ง่ายขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเพิ่ม "ถูก " เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ มี "ถูก" เบื้องต้น 5 ประการที่ควรพิจารณาในการใช้ยาแต่ละชนิดเสมอ และเรารวม "ถูก" เพิ่มเติม 5 ประการ ที่แพทย์มักนำมาใช้ อาจมีเครื่องช่วยเตือนอื่น ๆ ที่นำมาใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดจากการให้ยา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิชาชีพทางการแพทย์ของท่าน

ถูก 10 ข้อคำอธิบาย
5 ถูก เบื้องต้น
ถูกยาท่านควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านมียาที่ถูกต้องอยู่ในมือ นอกจากนี้ การใช้ยาเหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยหรือไม่?
ถูกผู้ป่วยอ่านและ/หรือถามชื่อผู้ป่วย โปรดอย่าให้ยาของผู้อื่นแก่ผู้ป่วยของท่าน
ถูกขนาดผู้ป่วยควรได้รับยาครั้งละเท่าไร? นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบปริมาณยา เช่น ยาเม็ดชนิดเดียวกัน แต่ในขนาด 200 มก. 400 มก. 500 มก. 800 มก. จะถือว่าไม่เท่ากัน
ถูกเส้นทางทางปาก (Oral), IV (Intravenous injection – การบริหารยาทางหลอดเลือดดำ), เฉพาะที่ (Topical) วิธีการนำยาเข้าสู่ผู้ป่วยคืออะไร? ให้ทำการตรวจสอบว่าผู้ป่วยสามารถใช้หรือรับยาได้ตามเส้นทางที่สั่ง
ถูกเวลาเมื่อใดผู้ป่วยของท่านควรได้รับยา สามารถให้ยาได้กี่ครั้ง? ระยะเวลาห่างจากการรับยารอบที่แล้วเพียงพอหรือไม่?
"ถูก" เพิ่มเติม
ถูกบันทึก ท่านได้บันทึกการให้ยาหรือไม่? ทั้งในบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยหรือในรายงานการดูแลผู้ป่วย แม้แต่การให้ยาแก่สมาชิกครอบครัว และควรมีการจดบันทึกชนิดยาและเวลาที่ให้ยา
ถูกเหตุผล ยาจะช่วยรักษาอาการของผู้ป่วยได้อย่างไร? ท่านตรวจสอบข้อห้ามใช้ ใช่แล้วหรือไม่? ควรประเมินก่อนทำการรักษา
ถูกการอนุญาต"ไม่" ก็คือ ไม่ ท่านควรถามผู้ป่วยเสมอก่อนการให้ยา? แม้ว่าแพทย์จะสั่งยาให้ เราก็ต้องจำกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการยินยอม เพราะ นั่นเป็นร่างกายของผู้ป่วย ไม่ใช่ของเราเอง
ถูกข้อมูล หรือ ถูกความรู้ ผู้ป่วยรับรู้เข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาหรือไม่? บ่อยครั้ง คำอธิบายง่ายๆ อาจทำให้ผู้ป่วยไว้วางใจในยาที่ท่านให้ และทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาของตนเอง และหากผู้ป่วยมีความรู้เกี่ยวกับอาการของผลข้างเคียง พวกเขาสามารถแจ้งให้ท่านทราบเมื่อเกิดผลข้างเคียงขึ้น
ถูกประเมินสังเกตดูผลลัพธ์ อย่าคาดเดาแบบมั่ว ๆ ต้องมีการตรวจสอบการแทรกแซงทางการแพทย์ (Interventions) ของผู้ป่วยเพื่อดูว่าการแทรกแซงก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าผลดีหรือไม่

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับยา

Herbal Supplements

ยาสมุนไพร – ยาในรูปแบบแรกสุดคือยาสมุนไพร โปรดทราบถึงข้อมูลข้อห้ามใช้ ปฏิกิริยาระหว่างยา และการใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งอาจไม่สามารถค้นหาได้ง่ายเสมอไป สมุนไพรสามารถนำใช้สำหรับอาการต่างๆ เช่น ใช้ชาขิงสำหรับอาการปวดท้อง แต่ก็ควรมีการประเมินอาการอื่นๆ ที่เป็นไปได้ เช่น ข้อห้ามใช้ ก่อนที่จะให้ผู้ป่วยรับยาสมุนไพรก่อนให้ยาประเภทอื่นได้

ยาปฏิชีวนะ – เพราะตัวแบคทีเรียจะมีความทนทานต่อยาปฏิชีวนะมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไป การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ครบตามใบสั่งแพทย์นั้น จะทำให้จุลินทรีย์ปรับตัวได้ ทำให้ยาปฏิชีวนะมีประสิทธิภาพน้อยลง นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะยังทำลายและทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในทางเดินอาหารของท่านมีสภาพไม่ดี ซึ่งจะต้องถูกแทนที่ด้วยโปรไบโอติก ควรหลีกเลี่ยงยาปฏิชีวนะ เว้นเสียแต่ผู้ป่วยจะมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรีย

การใช้ยาในทางที่ผิด – ผู้คนใช้ยาเหมือน ไม้ค้ำ เพื่อช่วยพยุงให้พวกเขารับมือกับความเจ็บปวดและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ หลายครั้งที่คนๆ หนึ่งสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวพร้อมกับความเจ็บปวดทางอารมณ์ได้ เพราะ พวกเขาใช้ยาเพื่อดำรงชีวิตอยู่กับความเจ็บปวด ผลการศึกษาพบว่า 2 ใน 3 ของผู้ติดยาต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลในวัยเด็ก รวมทั้ง ไม่ได้รับความหวังและไม่มีการบรรเทาทางอารมณ์

ฉันอ้างอิงถึง กระบวนการของยา ที่นำเสนอไปในตอนต้นของบทความนี้

บุคคลมีความเจ็บปวดในชีวิตของเขา → บุคคลนั้นได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการปวด → มีบางอย่างเกิดขึ้น อะไร? → เขาดีขึ้น จริงรึเปล่า?

ในเรื่องการจัดการการใช้ยาในทางที่ผิดและอาการเสพติดอย่างตรงไปตรงมา เราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่อยู่ในความเจ็บปวด

โปรดพิจารณาถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ยาอย่างตรงไปตรงมา และใช้เวลาไปในการวิเคราะห์เกี่ยวกับการให้ยาตัวอื่น ๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ: ยาแต่ละชนิด โปรดดูที่ drugs.com หรือ rxlist.com

เกี่ยวกับเรื่องอาการติดยา โปรดดู rat-park

Thank you to Supaporn Chuapoodee for help with translation.

การอ้างอิง

Hanson, A., & Haddad, L. M. (12 ก.ย. 2564 B.E.). Nursing Rights of Medication Administration. Retrieved from StatPearls: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK560654/

Hari, J. (2561 B.E.). Chasing the Scream. New York, NY: Bloomsbury Publishing.

Limmer, D., O'Keefe, M., Grant, H., Murray, R. H., Bergeron, J. D., & Dickinson, E. T. (2547). Emergency Care 10th Edition. Saddle River, NJ: Pearson Prentice Hall.

Nursing Notes. (15 พฤศจิกายน 2558 B.E.). The 10 Rights of Medication Administration. Retrieved from Nursing Notes: https://nursingnotes.co.uk/resources/10-rights-of-medication-administration/

Potter, P. A., Perry, A. G., Stockert, P. A., & Hall, A. M. (2559 B.E.). Fundamentals of Nursing 9th Edition. Maryland Heights, MO: Mosby.